“การสร้างแบรนด์ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยทั้งพรแสวงและพรสวรรค์ควบคู่กันไป ซึ่งการสร้างแบรนด์อย่างยั่งยืน ต้องมองที่ตัวคุณภาพของสินค้าเป็นหลัก ปัจจุบันอาจจะต้องมีเรื่องของเพคเกจจิ้งด้วย โดยยึดหลัก 2 Q คือ Q แรก คือ ปริมาณ (Quantity) และQ 2 คือ Q คุณภาพ (Quality) 2 Q ต้องไปด้วยกันเสมอ”
7 ประเด็นหลักขาดไม่ได้ต่อการสร้างแบรนด์
สรุปได้ว่า การสร้างแบรนด์ สิ่งที่จะขาดไม่ได้ มี 7 ประเด็นด้วยกัน อันดับแรก คุณภาพ 2. ปริมาณ 3. การรู้จักปรับปรุงสินค้า 4.บริการ 5. การประชาสัมพันธ์ ซึ่งการทำประชาสัมพันธ์ของSMEs จะมีข้อ
จำกัดหลายอย่าง ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ คือให้ใช้ชื่อที่จำได้ง่าย หาความโดดเด่นของตัวสินค้าเพื่อให้ลูกค้าได้จดจำ 6. นวัตกรรม คือการคิดริเริ่มทำในสิ่งใหม่ และสุดท้ายที่จะทิ้งไม่ได้ ในการสร้างแบรนด์ คือ เพคเกจจิ้ง
ทั้งนี้ การพัฒนาคุณภาพสินค้าให้แกร่งเพื่อรองรับการสร้างแบรนด์ จะต้องยึดหลัก 5 P ประกอบด้วย Product และ Price เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องไปด้วยกัน คือ คุณภาพต้องสมราคา ตัวที่สาม คือ Place สถานที่เป็นตัวหนึ่งที่จะช่วยกำหนดราคา และกลุ่มลูกค้าที่เหมาะสมสินค้าจะขายได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับสถานที่ ส่วน Promotion คือ การทำอย่างไรให้สินค้าให้เป็แม่เหล็กที่จะดึงดูดลูกค้าให้กลับมาซื้อซ้ำ และ P ตัวสุดท้าย ทิ้งไม่ได้ คือ เพคเกจจิ้ง ช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้สินค้าดูดี
วัดขนาดธุรกิจก่อนตัดสินใจควักกระเป๋าทำแบรนด์
เมื่อได้สินค้าที่มีคุณภาพพร้อมจะลงแข่งขัน ก็มาถึงขั้นตอนการสร้างแบรนด์ สิ่งที่เอสเอ็มอีจะต้องพิจารณาเป็นอันดับแรก คือ วอลุ่มยอดขาย หรือ ขนาดของธุรกิจ เริ่มมองจากผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนว่าคุ้มค่าหรือไม่ ประการที่ 2 เจ้าของต้องมองเห็นความสำคัญก่อน ประการที่ 3 ต้องมีแผนว่าจะไปทิศทางไหน ประการที่ 4 ใครจะเป็นผู้ทำงานตรงนี้ เป็นเรื่องสำคัญเพราะผู้ที่จะมาทำตรงนี้ควรจะต้องเป็นเจ้าของกิจการ หรือถ้าเจ้าของทำไม่ได้ ควรจะให้ญาติเป็นผู้ทำ เพราะการสร้างแบรนด์ไม่ควรจะให้ใครทำ ประการที่ 5 หาแหล่งเงินทุนที่จะนำมาใช้ว่ามาจากไหน ประการสุดท้าย ที่ขาดไม่ได้เช่นกัน คือ การหาผู้เชี่ยวชาญมาเป็นที่ปรึกษา
นอกจากนี้ การแบ่งกลุ่มสินค้าเป็นจุดหนึ่งช่วยให้เรารู้ว่าการสร้างแบรนด์ของเราจะไปในทิศทางไหน เริ่มจากจะต้องรู้ว่าสินค้าเราอยู่ในกลุ่มไหน และจะต้องทำแบรนด์อย่างไรเพราะสินค้าแต่ละกลุ่มมีเทคนิคการสร้างแบรนด์ที่แตกต่างกัน โดยสินค้าจะแบ่งเป็นกลุ่มได้ดังนี้
กลุ่มที่ 1 Convenion good เช่น กลุ่มสินค้าประเภทอาหาร การทำตลาดในกลุ่มนี้ ต้องเลือกช่องทางที่มั่นใจที่สุด บางครั้ง ค่าเช่าพื้นที่แพงที่สุด เราก็ต้องลงทุนถ้าเหมาะสินค้าของเรา เนื่องจากสินค้าในกลุ่มนี้ เป็นสินค้าที่จะวิ่งไปหาลูกค้า
กลุ่มที่ 2 Shopping good จะเป็นกลุ่มเฟอร์นิเจอร์ของแต่งบ้าน กลุ่มนี้มีร้านส่วนตัวการจัดร้านที่ดีจะช่วยดึงดูดลูกค้าได้ เน้นการให้บริการ
กลุ่มที่ 3 Personal good เป็นสินค้าในกลุ่มเครื่องประดับ เครื่องแต่งกาย สินค้ากลุ่มนี้ต้องรู้จักคิดนอกกรอบ มีการดีไซน์รูปแบบใหม่อยู่ตลอดเวลา
กลุ่มที่ 4 Unknow good ของใช้ที่ไม่คุ้นเคย เช่น สินค้าในกลุ่มสมุนไพร ของแปลกใหม่ที่ยังไม่เคยมีในท้องตลาดมาก่อน กลุ่มนี้จะต้องมีสินค้าให้ลูกค้าได้ทดลองใช้ เมื่อลูกค้าใช้ดีก็จะกลับมาซื้อซ้ำ![]()
หลักในการบริหารแบรนด์สไตล์ OTOP เริ่มจาก 1. มองอะไรให้มองระยะยาว อย่ามองระยะสั้น เหมือนกับการตี หัวเข้าบ้านไม่ควรทำ แต่ถ้าจะตีหัวเข้าบ้านก็ต้องคิดอะไรใหม่มาต่อยอดตลอดเวลา 2. อย่าฝันเฟื่องและหลงตัวเอง 3. สร้างทัศนะคติที่ดีกับลูกค้า 4.คุณภาพสมราคา 5. เลือกวิธีขายอย่างฟันธง 6. ต้องมีการเช็คความคืบหน้าเหมือนแรลลี่ ว่าตอนนี้เราไปถึงไหนแล้ว 7. ทำอะไรอย่างพอตัว